dadaสอน
สิงหาคม 21, 2009
ฉันเพิ่งอะไรได้บางอย่าง อย่างบังเอิญเรื่องลูก
ดาด้า เด็กวัยขวบเก้าเดือน ด้วยความไร้เดียงสาของเธอ
ดาด้าก็มักจะมีประโยคหรือคำ หรือบางทีก็พูดตอบโต้กับเรา
มีความหมายหรือไม่มีความหมายบ้าง แต่
มานั่งนึกดู ดาด้ากำลังเอาความเดียงสาของเธอมาสอนเราอยู๋
ลองดูนะ เช่น ดาด้าลูกเป็นเด็กดีที่หนึ่ง เธอก็จะตอบเรามาว่าที่สอง
เธอต้องการเป็นที่สองมากกว่า มีธรรมะบางอย่างแฝงอยู่
ที่หนึ่งใช่สำคัญเสมอไป การยอมเข้าเส้นชัยเป็นที่สองเพื่อให้ความรู้สึกของการชนะยิ่งใหญ่กว่า
อีกอัน ดาด้าหนูเป็นเด็กดี ไม่เด็กดื้อ เด็กสวย ไม่เอาด้า ไม่สวย ด้าเด็กหญิง ไม่ด้าผู้ชาย
นี้ใหม่ ไม่ เก่า หรือบางทีเร ียกตัวเองว่าแม่ แม่
เธอพยายามทำให้เราเห็นว่าโลกนี้มีสองอย่างเสมอ เราไม่ควรตระหนักว่าเราจะเป็น หรือควรเป็น หรือวางใจในสิ่งเดียวแบบมองโลกด้านเดียว ย่อมไม่ดี
อีกอย่าง ตลอดเวลาที่ดาด้าเล่นอยู่ ด้าจะถามคนรอบข้างที่เธอเห็นตอนนั้นเสมอว่า ทำไร
คนนี้ทำไร คนนั้นทำไร ถ้าคนที่เล่นกับดาด้าอยู่นาน นาน จะโดนถามตลอดหลายหนว่าทำไร ทำไร มันทำให้เราสำนึกอยู่ตลอดว่าเราทำอะไรอยู่
ไม่ว่าทั้งหมดจะเป็นเรื่องบังเอิญหรือคิดไปเอง แต่ความไร้เดียงสาของเด็กบางทีก็บอกอะไร หรือสอนให้เราได้นึกอะไรบางอย่างได้ เหมือนกัน
ลูกทุ่ง
กุมภาพันธ์ 13, 2009
ถูกกั๊กให้เป็นกิ๊ก
วิวาห์หน้าใหญ่
ฉันเหงาอย่าเหมาว่าฉันง่าย
รักเหียวกระเจียวป่ง
กอดเสาเฮือนเดือนหมั้น
นายร้อยหน้าลิฟท์
ซอกเบิ่งหัวใจ
แจ่มจริงแม่คุณ
นาคสั่งสีกา
รักสาวปากกืก
เจ้าบ่าวในข่าวลือ
เปลืองใจเพราะสายตา
มือถือในมือเขา
คิดฮอดให้กอดหมอน
ขอเป็นอะไหล่รัก
กุ๊ดจี่พเนจร
อยู่สู้ความช้ำ
กอดขวดน้ำเปล่า
เกิบขาด
ชุดดำสปายแดง
บุญคุณเอวลอย
เบ็คแฮมอีสาน
แปดสองหนคนสองใจ
ศาลาแดงแห่งความหลัง
ได๋ ด๋ำ เดียก
จ๊อดสุดยอด
เช็กเกิ้ลแฮนด์แฟนหาย
เต้ยสาวไดโว่
น้องดาวรองเท้าตึก
น้ำตาแมงหวี่
ชอบรักจิงใจ แต่ไม่จิงจัง
แยกทางเพราะห่างเหิน
อื้อฮือ..สะดือจ๊าบ
อย่ามองเวลาที่เหลือให้มองเวลาที่ใช้ไปแล้ว
มกราคม 27, 2009
นานวันเข้าเราก็เริ่มคิดว่าตัวเองแก่ลง และเริ่มเรียนรู้ในสิ่งที่เราเป็นอยู่ เช่น สำหรับคนที่ชอบผลัดวันประกันพรุ่งอย่างเรา อยู่อยู่ก็นึกถึงเรื่องเวลาขึ้นมา เพราะเราชอบนึกว่าเวลามีเยอะ ยังเหลือเวลาอีก เดี๋ยวค่อยทำมันก็ได้ เช่นเหลืออีกตั้งเป็นอาทิตย์ ถ้าผ่านอาทิตย์ไปก็ยังเหลืออีกเป็นวัน ผ่านวันมาก็ยังเหลืออีกเป็นชั่วโมง แล้วเราก็เรียนรู้ว่าเราต้องรีบอีกแล้ว ต่างจากถ้าเราคิดว่าเวลานี้กำลังจะเสียไปเป็นชั่วโมงแล้ว เป็นวันแล้ว และมันกำลังจะผ่านวัน ไปเป็นอาทิตย์แล้วยังไม่เกิดประโยชน์ไดขึ้น ในการได้ทำในสิ่งที่คิดเลย น่าจะทำให้เราเริ่มเรียนรู้ค่าของเวลามากขึ้น ทุกวินาทีในปัจจุบันมันกำลังจะกลายเป็นอดีตในอีกวินาทีข้างหน้า เราก็จะเริ่มสนุกกับการแข่งขันกับกฏที่ธรรมชาติสร้างไว้ให้ เราจะลุกขึ้นมาพร้อมความขยันขันแข็ง ตื่นแต่เช้า เราอาจได้ใส่บาตร เราอาจได้เริ่มลงมือทำสิ่งที่เราคิดมาตั้งนานซะที สิ่งที่เราคิดแล้ว แค่รอเวลาเหมาะสมแล้วค่อยทำ เวลานาทีนี้แหละมั้งที่เหมาะแล้ว เวลาที่เป็นปัจจุบันนี่เอง เราคงจะไม่มีข้อโต้แย้งกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเราเพราะเรารู้ว่าการสะสางงานให้เสร็จเร็วย่อมทำให้เราเหลือเวลาให้ตัวเองมากขึ้นเป็็นการออมทรัพย์เวลาไว้ในกระปุก หรืออย่างตอนที่เรารู้สึกเครียดเราก็จะคิดได้ว่า นี้เราเครียดมาเป็นชั่วโมงแล้ว เวลาแห่งความสุขของเรากำลังเสียสมดุลย์ให้ความทุกข์แล้ว โดยการถ่ายเทของเวลา ทำให้เราน่าจะคิดได้เองว่า เราควรเครียดแค่นี้พอ หรือควรเศร้าแค่นี้พอเสียดายเวลาเหลือเกิน เราฟุ่มเฟื่อยให้กับอารมณ์หมองหมองพวกนี้ไม่ได้ และถ้าจะให้ต่อยอดความคิดเรื่องการอย่ามองเวลาที่เหลือให้มองเวลาที่ใช้ไปแล้วนี้ สำหรับผมน่าจะได้อีกมากมาย กระนั้นก็เลยคิดว่าไม่อยากให้มากความเปลืองเวลาเปล่าปลี้ สู้พรุ่งนี้รีบตื่นและใช้เวลาที่กำลังจะเสียอย่างรู้คุณค่าดีกว่า ทั้งกับตัวเองและก็คนอื่นด้วย
ปล ของยิ่งเก่ามักมีค่าราคาเพราะมันได้สะสมเวลาเอาไว้ แสดงว่าเวลามีค่าไม่ใช่สิ่งที่เป็นนามธรรมซินะ
เราเหลือที่ให้ความไม่คาดคิดไหม
มกราคม 21, 2009
ถ้าเราเจอเรื่องที่ไม่คาดฝันว่าจะเจอในชีวืต อะไรจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราไม่ต้องล้มตึงลงกับพื้นไปต่อหน้าต่อตา ผมเคยพยายามสังเกตุพฤติกรรมของคนที่ตกอยู่ในอาการช็อคว่า มีกี่อาการและเป็นประเภทไหนบ้าง ถ้าเป็นแอคในละครหน่อย ก็ต้อง มือสองข้างปิดปากตาโต นำ้ในตาสั่นเครือ , มือจับหน้าอกซ้ายตรงหัวใจราวกับจะหัวใจวาย ตัวสั่นถอยไปข้างหลังและล้มตัวลง , กรี๊ด!ตัวสั่นสองมือกำแน่นแนบลำตัว ตาโต หมดสติ , มือหนึ่งจับปากอีกมือชี้ไปข้างหน้า กึ่งตกใจกึ่งจะหมดสติ เดี๋ยวหันมองเดี๋ยวหลบหน้าเพราะไม่เชื่อว่าเรื่องตรงหน้าเป็นเรื่องจริง , ตาโตลัมลงสั่นแบบแข็งแข็งเหมือนตั้งโหมดสั่นในมือถือ , ตะโกนเรียกชื่อสิ่งที่ตกใจสุดเสียงล้มพับไป , มองค้างก้มลงที่พื้นฟุบหน้ามือสองข้างทุบพื้น พูด ไม่จริง มันไม่จริง , มองแข็งแข็งตาโต มีญาติประคองก่อนแล้วล้มลง , ร้องให้ญาติประคองแล้วค่อยทรุดตัวลง ท่าทางของแต่ละอันขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ที่เจอ ผัวกกเมียน้อย เข้าบ้านมาเมียมีชู้ พ่อตาย ลูกติดคุก มรดกที่คาดไว้ไม่ได้ รู้ว่าตัวเองเป็นลูกคนใช้กับคนสวนแต่ถูกสลับตัวแต่เด็ก
แล้วเราเคยคิดไหมว่าเวลาที่เราเจอกับเหตุการณ์แบบนี้จริงในชีวืตเราเองจะตกอยู่ในสภาพไหน เราจะใช้ท่าไหนเป็น refในการแสดงออก เราเคยคิดไหมว่าในทุกขณะของเราเนี้ยเต็มอยู่ไปด้วยความไม่คาดคิด ไม่คาดหวัง เราพร้อมและเตรียมตัวดีแค่่ไหน ถ้าเราเหลือที่ให้ความไม่คาดคิดบ้าง โดยไม่กลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย ว่าชีวิตต้องพบปะและเจอกับความบัดซบ นานาประการเพียงกระนั้นเหรอ เราก็ตองกลายเป็นนักระวังความทุกข์ในทุกเวลาของเรา ระวังอย่างไรหละ ณ. ตอนนี้ที่คิดออกก็คือเราต้องอยู่กับปัจจุบันให้มากกระมัง เพราะความไม่คาดคิดมักมาอย่างฉุกละหุุกและไม่ตั้งตัวแต่หลังจากนั้น ภาพอดีตและอนาคตก็จะเข้าเกาะกัดกินในใจเราไม่รู้วาย เหมือนโยนชิ้นเนื้อให้หมาป่าที่หิวโซ อดีตจะทำหน้าที่กระหนำ่ความรู้สึกใส่เราเหมือนแส้ที่โบยตี อนาคตจะเหมือนเตียงหนามที่เราต้องทนทรมานปานจะตาย ผมเริ่มเรียนรู้ว่า การอยู่กับปัจจุบันช่วยเราได้ อยู่กับตัวเราตรึกตรองวินาที่ที่เกิดขึ้นและดับไปในขณะนี้ มองให้เห็นเท้าที่ยืนว่านี้คือปัจจุบัน เมือไม่กี่วินาทีที่แล้วน่าจะกลายเป็นอดีต ปัจจุบันเรายังคงยืนอยู่ที่นี้ เวลา วินาทีนี้ เราจะไม่มุ่งหน้าไปอนาคตที่มาไม่ถึง เราจะไม่ย้อนไปเวลาในอดีตที่ไม่อาจกลับมา ปัจจุบันคือปัจจุบัน บางทีวิธีนี้อาจทำให้เราออกจากสิ่งที่ไม่คาดคิดตรงหน้าได้ชั่วอึดใจเพื่อเรียกสติกลับมา ว่าเราต้องดำรงอยู่ได้ต่อไป จบ แบบปัจจุบัน
และสุดท้ายคิดว่าถ้าเรามีที่ให้กับความสมหวังและคาดหวัง เราก็น่าจะเพื่อที่แก่ความไม่คาดคิดบ้าง เราจะได้ยืนบนความสมดุลของชีวิต
ทุกข์ คือ การเปิด เบิกบาน คือ ปิด
มกราคม 19, 2009
หลายครั้งเราเคยคิดว่า ความทุกข์เป็นฮีโร่ที่จะทำให้เราได้พบกับคำตอบใหม่ใหม่ในชีวิต ยกตัวอย่างเช่น ใครคนหนึ่งออกเดินทางไปที่แสนใกล้โดยหมดความกลัวเพราะเค้าอกหักมา ใครคนหนึ่งต้องสูญเสียคนรักหรือของรักที่สำคัญในชีวิตทำให้เค้าค้นพบศาสนา และแรงบันดาลใจ ศิลปินวาดภาพจากความขมขื่นที่เค้ามากระทบความรู้สึก เลยมีแรงบันดาลใจที่จะฟาดฝีแปรงไปบนผ้าใบที่ตั้งเอาไว้ว่างเปล่านานปี แสดงว่าความทุกข์ทำให้เค้าได้เปิดประตูบางบานที่เค้าเองก็ไม่รู้มันมีอยู่ขึ้น แสดงว่าคนเหล่านั้นต้องมีคำตอบบางอย่างให้แก่การตกอยู่ในความทุกข์นั้นหรือ สามารถที่จะทนทุกข์ด้วยสุขนั้นได้ ทุกข์เลยกลายเป็นสเน่ห์ให้ใครบางคนลุ่มหลงโดยไม่รู้ตัว
ผมเคยคิดเรื่องการเรียนรู้ความสุขจากทุกข์ และคาดหวังทุกข์ไว้ล่วงหน้าเมื่อสุขเริ่มล้น แต่พอนานวันเข้า ลองสังเกตุให้ดีว่าตัวเราเองก็ไม่ได้ไปไหนไกลกว่านั้นเลย การวนเวียนไปมาเหมือนขับรถวนวงเวียนโดยไม่รู้ว่าจะออกไปทางช่องซอกไหนดี เลยตั้งคำถามว่าทำไมเราไม่ทำให้ทุกข์หมด และเลือกความสุขในขนาดพอเหมาะหละ เพื่อให้เราได้เบิกบานเสมอ รับเรื่องดีดีเข้ามาในชีวิตแบบไม่มีเงื่อนไข อาจเป็นเงื่อนไขที่เราสร้างเองด้วยซำ้
เลยคิดเอาเองว่าถ้า ทุกข์คือการเปิดรับ เรื่องที่เรารู้ว่าต้องมากระทบกับเราจนเกิดอารมณ์ที่ไม่ต้อง เพื่อให้เราได้ เปิดประตูบานต่อมาด้วยความกล้าหาญกว่าเดิม ย่อมแสดงว่าเราตกอยู่ในความขี้ขลาดแน่แน่ เหมือนต้องพึ่งแอลกอฮอล์แล้วเลยหน้าด้านขึ้น รู้สึกสนุกขึ้นเป็นตัวของตัวเองขึ้น ทั้งที่มันอยู่ได้ด้วยฤทธิ์ ในเวลาของมันแค่ในเวลาอันสั้น ถ้าอยากเป็นอย่างนั้นอีกต้องหาเวลาที่จะดื่มอีก แต่ถ้าเราทำให้ใจเบิกบานหละ จะเหมือนการปิดไหม ปิดเรื่องไม่ดี ปิดเพื่อจะอยู่กับตัวเรามากขึ้นเพื่อให้รู้ให้แน่ว่าเราต้องการอะไร เพื่อที่เราจะได้ทำถูก เพื่อที่จะได้รู้ตัวและระวังการมาของแขกไม่ได้รับเชิญ
วันนี้เลยชวนตัวเองว่าจะมาเบิกบานกัน ช่วยกันปิดประตูหน้าต่างกันอารมณ์เข้ามาในความรู้สึกกัน เป็นการทดลองกับตัวเองหนึ่งวัน ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงเหมือนกันแต่อยากลองดู ดีกว่าคอยปิดปิด เปิดเปิด
เบิกบานไว้จ้า จ้า จ้า จ้า จ้า (บ้าเปล่าวะ) 555555555
วิ่งตามเงา
มกราคม 14, 2009
สองสามวันมานี้นั่งนึกดูมักจะเขียนอะไรออกเป็นปรัชญาหน่อย หน่อย แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นจริงรึเปล่า เพียงแต่นึกได้เอาตอนนั้นนั้นว่าน่าจะเข้ากันหรือดูเหมือนกัน เลยเหมือนกับแค่เป็นการบันทึกความนึกคิดในขณะนั้นมากกว่า ล่าสุดลองนั่งนึกดูเล่นเล่นว่าอะไรนะที่ทำให้เรามีความสุข บางที่เราก็อยากจัดกระเป๋าแบกเป้ขึ้นหลังเพื่อออกตามหาสิ่งที่ว่านี้ เพราะนึึกว่านักเดินทางที่ได้ท่องเทียวไปในที่ต่างต่างน่าจะได้พบเจอเอากับความสุขที่แท้ที่เกิดขึ้นระหว่างที่เค้าได้เห็นโลกกว้าง แต่ลองมาคิดอีกทีถ้าเกิดเดินไม่ไหว หรือตาบอดหละ จะได้เห็นอะไรระหว่างทางไหม จะไม่มีความสุขไปตลอดเลยหรือเปล่า นักเดินทางที่ว่าจะลองนั่งคิดบ้างไหมในบางขณะว่าเหนื่อยเหรอเกินเพราะไม่รู้ว่าปลายทางที่แท้จริงอยู่ตรงไหนต้องไปอีกไกลเท่าไหร่ ที่เคยผ่านมาอาจไม่สวยเท่าที่เพิ่งไปพบใหม่ แล้วที่พบใหม่ย่อมจะต้องสวยกว่าที่เพิ่งจะนั่งพักเมื่อตะกี้ หนักเข้าก็กลายเป็นนักแสวงหาที่ไม่เจอเลยซึ่งสิ่งที่หา ก็หากันต่อไป
ขณะที่กลับจากที่ทำงานนั่งฟังเพลงระหว่างรถติดอีกนานกว่าจะถึงบ้าน เพลงเพราะดี นึกถึงเพื่อนเก่าขึ้นมา เลยโทรหาทั้งที่ไม่ได้เคยติดต่อมานานปี ทั้งมันและเราต่างตกใจว่าในเรื่องราวของแต่ละคนนึกถึงเมื่อตอนที่ยังเป็นเพื่อนกอดคอกันอยู่ วางโทรศัพท์ก็พอดีถึงบ้านไม่ได้กลับบ้านตอนที่ยังไม่มืดมานานแล้วด้วยกลัวรถติดเลยกลับให้ดึกหน่อย พอกลับเร็วขึ้นเห็นคนที่บ้านได้กินข้าวร่วมกันดูเค้าดีใจมาก ตอนเช้ากะว่าจะตื่นเช้าหน่อยจะได้รับลมและแดดตอนเช้าเช้าสักที นอนดึกตื่นสายมานานจนไม่รู้ว่าสเน่ห์ของแต่ละช่วงเวลาอยู่ที่ไหน แสงแดดเย็นทอดมาที่ตัวเรา มองเห็นเงาตัวเฉียงมาพอให้เห็นได้ถนัด นึกในใจว่าหรือเราพยายามวิ่งหาความสุขเหมือนคนที่ออกวิ่งไล่ล่าเงาตัวเองมานาน แต่ลองคิดดูความสุขก็อยู่กับเรานี้เอง ยิ้มและนึกขำในใจ โอ นี้เรามีอารมณ์นึกอะไรที่เหมือนเป็นปรัชญาของเราเองได้เลยหรือเนี้ย เซน มากมาก แล้วจะไปเล่าใครฟังดี วิ่งตามเงา (จะปรัชญาไปไหนเนี้ย)ฮะฮะ
ระยะทางระหว่างเรา
มกราคม 13, 2009
พื้นที ช่องว่าง ระยะ ทุกอย่างสามาถตีออกมาเป็นหน่วยเซนติเมตร หรือมีมาตราวัดได้แน่นอนจริงเหรอ แล้วระยะระหว่างคนสองคนหละเอาอะไรมาวัดดี ว่าควรมีแค่ไหนห่างประมาณไหนจึงพอดี ไม่เกินไป ไม่ลำ้ ไม่ทำให้ลำบากใจ คนรักกันมากระยะก็น้อยกว่า คนไม่ค่อยรักกันก็มากหน่อย คนไม่รู้จักก็แทบจะไกลออกไปไม่รู้เท่าไหร่ แล้วเราจะควบคุมระยะอย่างไรดี เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างและไม่ให้เกิดการคาบเกย ใครเป็นคนแรกที่ทำให้เกิดการเว้นวรรค ช่องไฟเพื่อให้คนได้หายใจหายคอไม่ติดขัดเวลาอ่านข้อความ หรือถ้าไม่เว้นวรรคตอนคนผู้อ่านจะขาดใจตายไหม และบางครั้งการเว้นวรรคตอนก็ทำเพื่อให้เกิดอารมณ์ในการอ่านนั้นมากขึ้น เพื่อทอดอารมณ์เพื่อเน้นสิ่งที่ต้องการ บางทีก็ใช้จุดไข่ปลาเพื่อบอกว่าถึงช่วงแห่งการลากอารมณ์นั้นนั้นแล้วนะ แต่ระหว่างคนหละ เรายืนกันสองคนหรือนั่งที่โต็ะมายาวไม้ มันมีจุดไข่ปลา ประ ประ ระหว่างเราไหม คนที่นั่งใกล้กันแต่ไม่พูดกัน ระยะของสองคนมันไกลกว่าระยะที่เข้านั่งติดกันจริงจริงใช่ไหม หรือเวลาที่เราพูดคุยกับใครสักคนอยู่ แล้วอยู่อยู่บทสนทนาก็ขาดหายไปเลย เกิดช่องว่างตรงนั้น และต่างคนก็ต่างนึกประโยคไม่ออกไม่รู้พูดอะไรกันต่อ ที่ว่างตรงนั้นประมาณไหน คนสองคนจูงมือกัน แต่จิตใจต่างคนต่างไม่ได้อยู่ด้วยกันนี้ช่องว่างประมาณไหน การรักษาระยะระหว่างกันนี้ เราต้องระวังตัวหรือความรู้สึกเราด้วยควบคู่กันไปสินะ แล้วคนสองคนไกลกันมากแต่อยากอยู่ใกล้กัน ระยะทางระหว่างเค้าและเธอประมาณเท่าไร ใกล้กว่าจริงหรือเปล่า ใกล้บางทีก็ดูไกล ไกลบางที่ก็แสนใกล้ คนบางคนเหงามากเวลาที่อยู่ใกล้กับคนอื่น คนบางคนเป็นสุขเมื่อได้ไกลออกไป หรือระยะเป็นเพียงแค่ตัวหลอก เหมือนที่ใครเคยพูดว่า ไม่มีระยะ ไม่มีเวลาเมื่อเราคิดถึงใครเค้าก็มาอยู่แล้ว เมื่อเราไม่ต้องการใครเค้าก็ไปเสียแล้ว จริงแท้อาจไม่ต้องทุกข์ร้อนเลยก็ได้ ไม่ต้องพึ่งตลับเมตรมาวัดกันก็เป็นได้ เพียงแค่บางทีเราก็พยายามจะตั้งคำถามและหาคำตอบกับสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง กำหนดมันขึ้นมาเอง เพราะฉะนั้นฉันสบายใจเพราะฉันไม่มีระยะกับเธอ เพราะไม่มีที่ว่างและไม่มีระยะทางอยู่จริงเพียงแค่ไม่หาและไม่ต้องวัด เราก็ไม่ต้องทรมานกับที่ว่างนั้น
ขึ้นทางไหนลงทางนั้น
มกราคม 12, 2009
เพิ่งจะหมาดหมาดมากับการไปที่สวนโมกข์ที่ที่ไม่ได้คาดหวังว่าจะไป แต่เป็นที่อยากไป เล่าก่อนว่าปีใหม่ผ่านไปไม่นาน โปรดิวเซอร์มาบอกว่าเธอมีโครงการไปนั่งสมาธิ เจ็ดวัน อ้าว เราก็เลยคิดว่าเราน่าจะไปบ้างนะ เห็นคนอื่นไปเราก็อยากไปบ้างแต่ไม่มีเวลาตรงพอดีกับที่เค้าไป เลยคุยกับเพื่อนเราคนหนึ่งว่าไปไหนดีมีเวลาแค่นี้ เพื่อนเพิ่งกลับมาจากที่กาญจนบุรี เราก็ไปนั่งคิด เสร์ชในอินเตอร์เนต แล้วก็คิดถึงที่สวนโมกข์ขึ้นมา เออ นะ ที่นี้หละมั้งที่น่าจะเป็นคำตอบได้ ตอบเรื่องอะไรละไว้ก่อน เราตัดสินใจไม่ต้องนานเวลาเท่านี้ก็จะไป ตัดตอนการเดินทาง พอมาถึงที่สวนโมกข์เราเรียกได้ว่าใหม่มากไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ไรเลย ดุ่ยมาไกลจากกรุงเทพถึงสุราษฏร์ พระก็ไม่ได้ถามอะไรให้กุญแจห้องมา บรรยากาศเป็นป่าเลย ไม่มีพระประธานองค์ใหญ่ ไม่มีโบสถ์ ไม่มีศาลาวัดที่มีนาคปรก หรือ บรรไดยาวเฟื้อย เรามองไปก็เห็นท่านพุทธทาส เป็นรูปหล่อเหมือนจริงในโดมกระจก เรือที่เรียกว่าวารีบำบัด โรงมหรสพทางวิญญาณ และลานหินโค้งที่สำหรับทำวัดเช้าเย็น ที่นี้หละเอ๋ย มาตั้งไกลไม่มีใครบอกเลยว่าทำไรบ้าง คืนแรกก็ทำตามที่ตารางเวลาของพระเขียนไว้ กวาดลานวัดอ่านข้อความที่เป็นคำกลอนของพุทธทาส เขียนไว้ ทำวัดเย็นฟังธรรมะจากเสียงของท่านพุทธทาสเปิดเป็นเทป นั่งสมาธิ พีคมาอยู่ที่วันที่สองนี้ เราก็เริ่มคิดว่าเอาหละสิ มาไกลไปรึเปล่าเรา หาอะไรอยู่เนี้ย และอะไรที่ว่าจะเจอไหม พระที่เห็นเรากวาดลานวัดอยู่ได้ก็เข้ามาสักถาม
โยมมาจากไหน เราบอกกรุงเทพ
แล้วโยมมาเพื่อจะเอาอะไร
เราก็ตอบว่า หาความจริงในชีวิต
และมาเพื่อจะได้ไปต่อถูก
ท่านก็บอกว่า ความจริงไม่ต้องไปหาที่ไหน มันคือสิ่งที่เราทำอยู่
เราถามแล้วถ้าเวลาเรามีทุกหละ
ก็หาเหตุของมัน
เหมือนขึ้นต้นมะพร้าวไปเอาลูกมะพร้าวก็ต้องลงทางเดิมนั้นแหละ
เราก็เออ จริงด้วยเนอะ
คืนนั้นเราได้แต่นั่งคิดว่า เรานี้พยายามจะเข้าใจอะไรที่ยากยากมาโดยตลอดแต่พอถึงเวลาที่จะเข้าใจชีวิตกลับมองมันเป็นเรื่องยาก
เรื่องที่ง่ายดายกลับกลายเป็นเรื่องยาก สิ่งที่น่าจะเห็นกลับไม่เห็น
วันรุ่งขึ้นเลยไปนั่งอ่านหนังสือท่านพุทธทาสใหม่ที่หอสมุด คราวนี้ค่อยค่อยอ่านแบบสงบและทำความเข้าใจดีดี มัันเหมือนยากมากแต่มันก็เหมือนจะสามารถเข้าใจได้ เพียงแต่สิ่งที่ท่านพูดอาจไม่ได้ต้องเข้าใจในวันนี้แต่มันต้องถึงสักเวลาหนึ่งที่เราต้องได้เข้าใจและเราก็จะรู้ว่า มันสำคัญกับชีวิตแค่ไหน คืนนั้นนอนหลับดีเป็นพิเศษ ไม่ไกลไม่ใกล้ อยู่แค่ตรงนี้ เห็นที่จะถึงเวลาที่เราต้องลงไปทางเดิมที่เราขึ้นมาแล้วหละ
ปีใหม่วันใหม่เดือนใหม่คนใหม่
มกราคม 5, 2009
ในแต่ละปีตอนต้นปีเป็นเวลาที่เรามักจะตั้งหัวข้อไว้ในในเพื่อเป็นการวางแผนในปีที่จะมาถึง แต่ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยได้ตามแผนที่วางสักเท่าไหร่นัก นี้เป็นอีกปีที่เรากุลีกุจอจัดตารางชีวิตเหมือนตอนใกล้เปิดเทอมที่เริ่มจัดตารางสอน เจอเพื่อนใหม่ ลุ้นว่าจะนั่งข้างใคร ใครจะเป็นเพื่อนรัก และใครจะได้เป็นหัวหน้าห้อง ผมรีบหาอาหารสมองรองรับการมาเยือนของปีใหม่นี้ ตัดบางอย่างที่น่าจดจำไว้ ดีลีทบางอย่างที่ไม่หน้าจดจำออก เคลียร์เมมโมรี่เตรียมพร้อมกับความทรงจำและประสบการณ์ใหม่ที่จะเข้ามา เล่าถึงก่อนหน้านี้สักนิดว่าได้ไปไหนต่อไหนมาหลายที บ้างวันเดียว บ้างหลายวันแต่ก็ถือว่าเป็นการกระหายอยากเดินทางในเวลาที่จำกัด จนขณะเดินทางบางทีแอบอิจฉานักเดินทางจริงจริงว่าคนพวกนี้ไม่ต้องมีเวลามากำหนดเท่าไหร่ อยากไปไหนก็ไป นึกจะหยุดก็หยุด นึกอยากกลับก็กลับ นอกจากกระเป๋าเดินทางก็มีประสบการณ์ใหม่ใหม่ให้ได้มาเล่าสู่กันฟังอีก ไอ้เราพวกตัวปลอมก็รีบไป และเสพทุกอย่างที่เวลาจะเอืออำนวย นั่งดูพระอาทืตย์ตกดวงใหญ๋อย่างกับกะละมัง ร่วมกับคนอีกนับสิบชีวิต สำหรับผมภาพพระอาทิตย์ตกก็ไม่ได้มีความหมายมากกว่าที่เห็นในโปสการ์ดหรือในหน้าหนังสือท่องเทียว แต่ที่รู้สึกตอนมาเห็นจริงจริงกลับไม่ได้อื่มเอมกับดวงอาทืตย์อย่างเดียวเท่ากับ บรรยากาศของคนที่หาดต่างคนต่างมองพระอาทืตย์ตก ดวงสีแดงกำลังพรุ็บหายไปในชั้นของขอบฟ้า แสงสีแดง สะท้อนพื้นนำ้ คนนั่งหน้าเราเห็นแค่เงาสีดำ ออกจะเป็นภาพเชยเชยด้วยซำ้ แต่ ณ.บรรยากาศนั้นที่เราเรียกว่า แมจิกโมเม้น หรืออะไรก็ตาม ผมสังเกตุว่าทุกคนไม่ค่อยมีใครคุยกันต่างคนก็ต่างจับจ้องไปที่ดวงอาทิตย์ที่อีกไปกี่นาทีข้างหน้ามันจะหายไปแล้วอย่างอาลัยอาวร บ้างนั่งคนเดียว บ้างมาเป็นคู่กอดกันกลม บ้างตั้งกล้องถ่ายรูปรอเวลา บ้างมาเป็นหมู่คณะแยกกันนั่งประปราย บางคนมองคนเหงาที่นั่งถัดไป บางคนมองไปข้างหน้าอย่างตาไม่กระพริบ พวกเค้ากำลังคิดถึงเรื่องพระอาทิตย์ตกหรือคิดเรื่องที่ผ่านมากันแน่ มีไหมใครที่หาโอกาศมานั่งมองพระอาทืตย์ตกกติดต่อกันทุกวัน ถ้าในความนิ่งเงียบนั้นมีบทบรรยายในหัวของแต่ละคน เสียงคงเซ็งแซ่ไปทั่วหาด เรื่องอดีต เรื่องรัก เรื่องเหงา ชีวิตที่ผ่านมา ความหวัง ความหดหู่ ความสุขและอื่นอื่นที่พลั่งพลูในหัวของแต่ละคน มันทำให้ผมสนใจตรงนี้มาก หนังรักดีดีมักจะอิงอยู๋กับบรรยากาศไดหนึ่งเสมอ ปีใหม่ วันเกิด คริสมาสต์ เพื่อรอให้เราได้ใช้โอกาศในการพูดความในใจ หรือ สารภาพผิด เพื่อให้อีกคนให้โอกาศเพราะวันที่เลือกมาเป็นวันที่คนเราน่าจะมีความสุขและพร้อมให้อภัยและตอบรับสิ่งที่ดีกว่า ตอนนี้พระอาทืตย์พรุ็บหายไปแล้ว เรื่องราวต่างต่างก็คงยังอยู่ต่อไปในหัวของแต่ละคน ปีใหม่ต่างอะไรกับวันใหม่ ของพรุ่งนี้นะ เห็นไหม แค่นี้ทำเอาเราเพ้อได้เหมือนกันนะ ว่าแต่ของในกระเป๋าที่จัดสำหรับชีวิตที่ต้องเดินทางต่อนั้นเราจะบรรจุอะไรดีหละ หรือไม่ดี ปีใหม่เป็นคนใหม่ ไม่ขนของเยอะดีกว่า
ขำ กับ หัวเราะ
ธันวาคม 26, 2008
เราขำอะไรกันเหรอ นี้คงเป็นคำถามของคนเส้นลึก แต่ที่จะเขียนนี้ก็เป็นคำถามของคนเส้นตื้น ผมตั้งข้อสังเกตุกับการขำว่า เราขำต่อเมือเราเป็นอย่างไรอยู่ ทุกคนน่าจะตอบว่าเมื่อเรามีความสุข อ้าว แล้วในละครตัวร้ายที่เอาปืนพกออกมาจากกระเป๋าในวันแต่งงานเพื่อจะยิงนางเอกในแดดิ้น และตอนสุดท้ายถูกพระเอก หัวใจสลายกรี็ดร้องให้และสุดท้ายหัวเราะ ออกมา เค้ามีความสุขเหรอ หลายครั้งที่เราขำกับการดูโฮมวีดีโอ ชายร่างอ้วนนึกสนุกในงานปาร์ตี้ไปกระโดด ทัมเบอริน เด้งไปมา สุุดท้ายกระเด็งหัวกระแทกพื้น ทุกคนขำ คนลื่นหกล้มจากเปลือกกล้วย หรือบางทีเราก็ขำในสิ่งที่เป็นธรรมชาติมากโดยไม่ต้องพึ่งอุปกรน์หรือการเล่าเรื่อง ชายท้วมหนุ่มออฟฟิศ กางเกงผลุบเข้าไปในก้น ใครคนหนึ่งเอ๋ยเรื่องที่อยากพูดมาพร้อมกับเราพอดี นั่งในห้องประชุมนึกเรื่องเพื่อนเก่า แล้วขำในใจ นี้แสดงว่าการขำหรือหัวเราะไม่มีกาละเวลา เลยที่จะมาระบุมันเกิดของมันเองตามธรรมชาติ จี้เอวก็ขำ ไม่ต้องมีอะไรให้เห็นหรือได้ยิน หรือบางทีความขำเป็นแค่ผลสะท้อนไม่ใช่อารมณ์ ไม่ได้หมายถึงการมีความสุข เป็นแค่เครื่องเคียง เช่น โรแมนติคคอมมาดี้ หวานด้วยขำด้วย คอมมาดี้ดราม่า เป็นเรื่องชีวืตที่มีความขำอยู่ ไซไฟคอมมาดี้ แนวขำวิทยาศาสตร์ แอคชั่นคอมมาดี้ บู็เอาขำ เพียงแค่เราเติมความขำเข้าไปก็เหมือนเป็นการใส่ ซอส ใส่เกลือในอาหารเหมือนกับชีวิตนี้แหละมั้ง เราจะสนทำไมว่าเมื่อไหร่ต้องขำหรือไม่ขำ เพียงแค่เราทำให้ชีวิตมันดูขำขำ เข้าไว้หน่อยก็น่าจะเพิ่มรสเพื่มชาติได้แล้ว